ความท้าทายใหม่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ เมื่อสมการราคาในสายการผลิต EV กำลังเปลี่ยนไป
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยีเท่านั้น ทว่าโครงสร้างต้นทุนพื้นฐานที่เคยเสถียรกลับกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ควบคุมได้ยาก ส่งผลให้โมเดลการคำนวณงบประมาณแบบดั้งเดิมเริ่มสูญเสียความน่าเชื่อถือ
การเร่งสร้างความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่นเพื่อลดความเสี่ยงจากสถานการณ์โลก แต่ในความเป็นจริงกลับนำมาซึ่งความท้าทายใหม่ที่ซับซ้อนกว่าเดิม ส่งผลให้เผชิญความเสี่ยงทันทีหากซัพพลายเออร์รายใดรายหนึ่งประสบปัญหาหรือปรับขึ้นราคาตามใจชอบ
แรงกดดันจากวัตถุดิบสีเขียว และผลกระทบต่อโครงสร้างราคา
ตัวแปรใหม่ที่กำลังสร้างความปวดหัวให้กับนักวางแผนกลยุทธ์คือส่วนเพิ่มราคาสิ่งแวดล้อม ซึ่งรายการต้นทุนเหล่านี้ถูกฝังอยู่ในทุกชิ้นส่วนของแพลตฟอร์มรถยนต์รุ่นใหม่
- การจองล่วงหน้าในตลาดโลก: กำลังการผลิตวัตถุดิบสีเขียวส่วนใหญ่ถูกทำสัญญาซื้อขายระยะยาวโดยผู้ผลิตจากภูมิภาคอื่นไปจนถึงปี 2030
- ความไม่โปร่งใสของราคาพรีเมียม: สร้างความเสี่ยงให้ค่ายรถยนต์ต้องจ่ายแพงเกินไปสำหรับคุณสมบัติสิ่งแวดล้อมที่ไม่สามารถยืนยันได้
- ข้อบังคับทางกฎหมายที่เข้มงวด: ความผิดพลาดในการประเมินต้นทุนสีเขียวอาจส่งผลกระทบเกินกว่าเรื่องของกำไรขาดทุน
และการส่งผ่านต้นทุนที่ไม่มีกลไกมาตรฐานมักจบลงด้วยความขัดแย้งระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายมากกว่าการร่วมมือเชิงกลยุทธ์
เครื่องมือสร้างความโปร่งใสในซัพพลายเชน
แนวคิดการใช้ฐานข้อมูลสากลช่วยสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ทั้งสองฝ่ายสามารถยอมรับร่วมกันได้ ช่วยให้การเจรจาตั้งอยู่บนหลักฐานเชิงประจักษ์มากกว่าสมมติฐานส่วนบุคคล
นอกจากนี้ยังช่วยสร้างภาษากลางภายในองค์กรทำให้ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายการเงิน และฝ่ายความยั่งยืนมองเห็นเป้าหมายเดียวกัน เข้าชมเว็บไซต์ ลดข้อพิพาทระหว่างแผนกและช่วยให้การตัดสินใจลงทุนในแพลตฟอร์มใหม่มีความแม่นยำสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
การประยุกต์ใช้ Should-Cost Modeling เพื่อความยั่งยืน
ฝ่ายวิศวกรรมสามารถใช้ดัชนีตลาดในการทดสอบความไวของราคาต่อผลกำไรของโครงการ ลดความเสี่ยงจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดในขั้นตอนการออกแบบสายการผลิต
ในยุคที่อุตสาหกรรมยานยนต์ต้องแข่งขันกันด้วยความเร็วและความคุ้มค่าของต้นทุน
วิธีการบริหารซัพพลายเชนคาร์บอนต่ำอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับค่ายรถยนต์หรือผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างภูมิคุ้มกันด้านต้นทุนสามารถนำแนวทางนี้ไปประยุกต์ใช้
1. ปรับโครงสร้างข้อตกลงทางการค้าใหม่
ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขในสัญญาซื้อขายให้ผูกติดกับราคากลางของหน่วยงานอิสระที่ได้รับการยอมรับสากล
ขั้นตอนที่ 2: การพัฒนาแบบจำลองต้นทุนที่ควรจะเป็น
ช่วยให้ฝ่ายจัดซื้อรับรู้ล่วงหน้าว่าราคาที่เสนอมาสมเหตุสมผลหรือไม่ก่อนเริ่มการเจรจาต่อรอง
3. การจัดทำระบบ Green Premium Audit
กำหนดเกณฑ์การประเมินการปล่อยคาร์บอนที่ชัดเจนร่วมกับหน่วยงานภายนอกเพื่อตรวจสอบซัพพลายเออร์
ขั้นตอนที่ 4: การบูรณาการข้อมูลร่วมกันระหว่างสามแผนกหลัก
ลดปัญหาการทำงานที่ซ้ำซ้อนและป้องกันผลประโยชน์ขัดกันระหว่างเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและกำไร
ขั้นตอนที่ 5: การกระจายความเสี่ยงเพื่อลดการพึ่งพาแหล่งผลิตเดียว
แม้จะเน้นการผลิตในประเทศแต่ต้องรักษาทางเลือกในการจัดซื้อจากซัพพลายเออร์อย่างน้อยสองรายในแต่ละชิ้นส่วนสำคัญ